หน้าหลัก ติดต่อ แผนผังเว็บไซต์

นโยบายการประกันคุณภาพการศึกษา
วัตถุประสงค์
วิธีการ
รายงานประจำปี
แผนการจัดเก็บข้อมูล
สรุปผลการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา
ตันบ่งชี้ / ตัวชี้วัด
          ประวัติความเป็นมา


สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

      เมื่อครั้งโบราณงานศิลปวัฒนธรรมทั้งด้านนาฏดุริยางค์ และช่างศิลปได้รับการอุปถัมภ์อยู่ภายใต้พระบารมีพระมหากษัตริย์พระบรมวงศานุวงศ์ หรือได้รับการอนุเคราะห์จากขุนนางผู้ใหญ่ คหบดีรวมทั้งนักบวชต่อมาเมื่อมีการสถาปนากรมศิลปากรขึ้นเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบทอด สร้างสรรค์ และพัฒนาศิลปวัฒนธรรม จึงได้จัดตั้งสถานศึกษานาฏดุริยางค์ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น โรงเรียนศิลปากรแผนกนาฏดุริยางค์ โรงเรียนสังคีตศิลป์ โรงเรียนนาฏศิลป และวิทยาลัยนาฏศิลป์ตามลำดับส่วนการจัดการศึกษาด้านช่างศิลปได้จัดตั้งสถานศึกษาในชื่อโรงเรียนประณีตศิลป และเป็นวิทยาลัยช่างศิลป ต่อมาตามลำดับ
         ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ มีการจัดตั้งสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกรมศิลปากรตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี ในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.๒๕๔๑ เป็นการยกระดับการศึกษาวิชาเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรมให้สูงขึ้นถึงระดับปริญญา และอาศัยความตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ทำให้วิทยาลัยนาฏศิลป์ และวิทยาลัยช่างศิลป์ ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั้ง ๑๕ วิทยาลัย มารวมอยู่ด้วย ส่งผลให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมของกรมศิลปากร

ความหมาย เครื่องหมาย และสีประจำ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

          “สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์” เป็นนามพระราชทานที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแก่สถาบัน ซึ่งหมายถึง สถาบันผลิตบัณฑิตทางศิลปะแห่งความเจริญ เป็นการยกระดับการศึกษาด้านดุริยางคศิลป์ และช่างศิลป์ เพื่อนำศิลปะมาพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศไทย
เครื่องหมายของสถาบันฯ เป็นรูปพระพิฆเณศวร์ประทับนั่งในลักษณะเฉียงเล็กน้อยในกรอบวงกลม ด้านบนมีลวดลายไทยยกสูง ด้านล่างกรอบเป็นแถบริบบิ้น ภายในมีชื่อ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
  • สีประจำสถาบัน สีเขียว
  • สีประจำคณะศิลปวิจิตร สีชมพู
  • สีประจำคณะศิลปนาฏดุริยางค์ สีแสด
  • สีประจำคณะศิลปศึกษา สีฟ้า
     

ความหมายของตราประจำสถาบัน

          พระคเณศเป็นเทพเจ้าของอินเดีย นับถือกันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะวิทยาการทั้งปวง ซึ่งหมายรวมถึงความเป็นเจ้าแห่งสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ความกล้าหาญ ตลอดจนเป็นผู้พิทักษ์ไว้ซึ่งความยุติธรรมนอกจากนี้ชาวฮินดูยังคงให้ความสำคัญกับพระคเณศในฐานะเป็นเทพประจำความขัดข้องและเป็นผู้อำนวยความสำเร็จให้แก่กิจการต่างๆ อีกด้วย ดังนั้นพระคเณศจึงได้นามเฉพาะว่า “ วิฆเนศวร” หมายถึงผู้เป็นใหญ่ในความขัดข้องหรืออุปสรรค และ“ สิทธิดา” หมายถึงผู้อำนวยความสำเร็จผล ด้วยเหตุที่พระคเณศมีคุณสมบัติและความสำคัญดังกล่าว ชาวฮินดูจึงคติเชื่อกันว่าเมื่อจะประกอบพิธีกรรมในลัทธิศาสนา หรือศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาการต้องกล่าวคำไหว้บูชาต่อพระคเณศก่อน เพื่อให้ปลอดภัยรอดพ้นจากความขัดข้องหรืออุปสรรคทั้งปวง ตลอดจนอำนวยพรให้เกิดความสำเร็จลุล่วงด้วยดีในกิจการต่างๆ
ลักษณะของพระคเณศ มีรูปกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง มีงาเดียว(บางรูปงาหักข้างขวาหรือซ้ายก็มี) เตี้ย พุงพลุ้ย หูยาน สีกายแดง (บางตำราว่าผิวเหลือง นุ่งห่มแดง ตามปกติมี ๔ กร) (บางตำราว่ามี ๖ หรือ ๘) ถืองาช้าง บ่วงบาศ งาหัก และขนมโมทก (ขนมต้ม) บางตำราว่าถืออาวุธ และวัตถุแตกต่างกัน เช่น ถือชาม ขนมโมทก หม้อน้ำ ดอกบัว ผลส้ม สังข์ จักร หลาว ธนู คฑา ขวาน ลูกประคำ งู ผลทับทิม หัวผักกาด เหล็กจาร และสมุดหนังสือ เป็นต้น
          ดวงตราประจำกรมศิลปากร เป็นดวงตราที่มีศูนย์กลางกว้าง ๕ เซนติเมตร ลายกลางเป็นพระคเณศประทับบนลวดลายกระหนก ลักษณะคล้ายเมฆ องค์พระคเณศในวงกลมมีรัศมีเหนือพระเศียร งาข้างขวาหัก สวมสังวาลนาค พระหัตถ์ซ้ายบนถือห่วงบาศ พระหัตถ์ขวาล่างถืองาที่หัก พระบาทซ้ายอยู่ในลักษณะขัดสมาธิ พระบาทขวาห้อยลงในวงกลมที่ล้อมรอบนั้นมีดวงแก้ว ๗ ดวง หมายถึง ศิลปวิทยา ๗ อย่าง ซึ่งอยู่ในขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของกรมศิลปากร คือ ช่างปั้น จิตรกรรม ดุริยางคศิลป นาฏศิลป วาทศิลปะ สถาปัตยกรรม อักษรศาสตร์
           พระคเณศ ดวงตราประจำกรมศิลปากรนี้ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรขณะนั้น ได้ให้พระพรหมวิจิตรเป็นผู้ออกแบบร่างด้วยดินสอ และให้นายปลิว จั่นแก้ว เป็นผู้ลงเส้นหมึก และมีการประกาศใช้ ดวงตรานี้เป็นตราประจำกรมศิลปากร ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๘๐ เป็นต้นมา

 



พฤศจิกายน 2560
อา
พฤ
-
-
-
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
-
-